2011/May/04

 

ช่วงนี้มะพีมาแรงเหลือเกิ๊นนนนน เจอคอนไปสองรอบทำเอาหลงเข้าไปใหญ่ ฮ่าๆ แต่ในคอนผอมลงไปนะ นมหายไปเยอะนะเล๊ยยยยย ขอซิ๊กแผ็กหน่อยพี!!! (โอ้ พีเอ้ แลดูเป็นเนื้อคู่ซิกแผก ฮุๆ)
ต่อฟิกดีกว่า
**ขออภัยถ้าเขียนตรงไหนผิด เบต้าไร้ซึ่งตรวจพรู๊ปจ้า(แฮ่ๆ)





Thousand Or One Night –  พัน.หนึ่งราตรี  Season 2

 

 

 

 

The Thousand Nights…

 

พันทิวา 

 

 

Author : Hanabi / Lunabi

Pairing : PiDa (YamaPi & Ueda)   Akame (Jin & Kame)

Declare : เป็นฟิกอิงวงที่ข้าพเจ้ามั่วสถานการณ์ขึ้นเองนะเจ้าคะ แต่เหตุการณ์เกิดช่วงคัตตุนกำลังทัวร์ Break The Record ที่ต่างจังหวัด ส่วนยามะพีกำลังแสดงละครเรื่อง Buzzer Beat และจินยังอยู่กับ KAT-TUN(ความจริงที่เจ็บปวด ว๊ากกกก)

Summary : ภาคต่อของ  Thousand Or One Night : พันทิวา...หนึ่งราตรี เรื่องฮาๆของ ยามะพีแห่ง NewS ที่บังเอิญไปสะดุดมุกตัวเองที่ห้องทัตสึยะ U of  KAT-TUN จนเกิดเรื่องขึ้น จากฮาเลยจบลงที่ดราม่าของทั้งคู่ รวมไปถึงจินกับคาเมะที่ดูเหมือนจะไม่หวานเหมือนในตำนานที่[ยามะพี]เล่าขานเสียแล้ว

 

 

 

Thousand Nights… Part 4

 

 

               

          ณ กรุงโตเกียวเวลาพลบค่ำยามเย็นในช่วงฤดูร้อน ยามาชิตะ โทโมฮิสะ นั่งถอนหายใจอยู่ในรถตัวเองซึ่งขับมาจอดนิ่งอยู่หน้าแมนชั่นที่มาจนคุ้นเคย แต่ไม่รู้จะเข้าไปทำไม เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเจ้าของห้องเค้าไปทัวร์ต่างจังหวัดยังจะโผล่หน้ามาอีก วนรถมาจอดเล่นได้เป็นวันที่สามแล้วก็ยังย้ำคิดย้ำทำราวกับคนว่างงานทั้งที่เวลานอนยังแทบไม่มีนั่นอยู่ได้ ตารางงานของจินเพื่อนตัวดีที่โหลดลงมือถือตัวเองกับมือก็บอกหลาว่าตอนนี้สถานะของทั้งวงคัตตุนไม่ได้อยู่ในโตเกียว ร่างสูงกดปิดเครื่องสื่อสารพกพาอย่างหงุดหงิดแล้วโยนทิ้งไปเบาะข้างคนขับอย่างเซ็งๆ

 

         ...ป่านนี้เจ้าของห้องคงอยู่ที่ฟุกุโอกะแล้วละนะ…

 

         ยามะพีมองนาฬิกานิ่ง นิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยอย่างใช้ความคิด

         ใช้เวลาไม่นานก่อนจะตัดสินใจสต๊าทรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายที่ใครก็คงคาดไม่ถึง...

 

แต่ถ้าหัวใจมันต้องการอะไรสักอย่าง แล้วคำตอบที่ต้องการค้นหามันอยู่ไกลนัก... ก็บินไปหามันซะเลยจะเป็นไร

 

         แล้วรถคันใหญ่ขับเคลื่อนสี่ล้อก็วิ่งตรงดิ่งมุ่งสู่สนามบินหลักภายในประเทศด้วยความเร็วสูงทันที

 

 

..................................................

 

 

 

         “จิน..จิน.. เฮ่...ไอ้คุณ อาคานิชิ จินนนนน!!!” คนโดนเรียกสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้ เท้าที่ยกพาดอยู่บนโต๊ะแทบจะกวาดเอากระป๋องเบียร์ที่วางไว้ใกล้ๆตามลงไปด้วย

         “อะไรทัตจัง หูฉันแทบแตก”

         “คอฉันก็เกือบแตกเหมือนกัน เรียกจนโรงแรมจะสะเทือนทั้งหลังแล้วมั้งนั่น”

 

         จินมองซ้ายมองขวาดูว่ามีอะไรแตกหักตามที่อีกคนบอกหรือไม่ ทำให้เพิ่งรู้สึกตัวว่าระเบียงกว้างที่ให้สำหรับแขกที่มาพักใช้ชมวิวร์ยามดึกตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คนแล้ว บรรยากาศเงียบสงบมีแค่เสียงคลื่นและลมทะเลเบาๆให้ได้รู้สึกถึงธรรมชาติและสามารถดึงความเป็นตัวตนของคนๆหนึ่งออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก...ตัวตนที่บางครั้งก็ลืมไปแล้วว่าเนื้อแท้นั่นคือมนุษย์ผู้มีความรู้สึกเศร้าเหงาได้ตลอดเวลา มากกว่าที่จะเป็นไอดอลที่ต้องแคร์สายตาคนรอบข้างเสมอไป

แล้วก็ชักเริ่มสงสัยตัวเองว่าอะไรจะใจลอยลืมตัวจนไม่ได้ยินเสียงเรียกขนาดนั้น...ใจมันลอยไปไหนกัน …

 

        จินถอนหายใจยาวก่อนยักไหล่

        “มีอะไรหรือเปล่า”

        “มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย คนอื่นเขาเข้าห้องนอนกันไปหมดแล้ว”

จินยังนั่งนิ่งมองไปยังทะเลกว้างยามค่ำคืนที่สงบไร้คลื่นแรง ก่อนยกกระป๋องเบียร์ขึ้นเปิดแล้วซดไม่สนใจใคร

        “ก็ยังไม่อยากนอน” ห้องที่ต้องนอนคนเดียว...จะรีบเข้านอนไปทำไมกัน

 

         ทัตสึยะกรอกสายตาอย่างหน่ายๆ ปากอยากจะเอ่ยไล่ให้ไปพักเพราะพรุ่งนี้มีไลฟ์ไม่ควรมานั่งกินเบียร์สู้หน้าร้อนอยู่ตรงนี้ แต่ด้วยความต้องการแรกของตนที่เดินมาที่นี่ก็เพราะอยากจะมานั่งคิดอะไรเงียบๆคนเดียวเหมือนกัน... จะไล่คนอื่นแล้วมายึดพื้นที่ซะเองก็กะไรอยู่

         ร่างบางเลยได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนนั่งลงไปบนม้านั่งยาวข้างๆจินบ้าง แขนเล็กกอดเข่าที่ยกขึ้นมาไว้แนบอกอย่างหลวมๆก่อนทอดสายตามองไปยังท้องทะเลยามค่ำคืนอันเงียบสงบเช่นกัน

 

         คนสองคนที่ต่างปัญหา ต่างสถานการณ์ ยังนั่งเงียบฟังเสียงคลื่นเบาๆที่กระทบเข้าหาฝั่งไม่พูดอะไรกันปล่อยให้เวลาเดินของมันไปอย่างช้าๆ จนเป็นจินที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อน

 

        “เป็นอะไรหรือเปล่า”

         รู้จักกันมาตั้งกี่ปี ทำไมจะไม่รู้ว่าท่าทางแบบนี้ของเพื่อนตัวเล็กมันต้องมีอะไรสักอย่าง คนไม่คิดมากเรื่องเล็กๆน้อยอย่างอุเอดะทัตสึยะ คนที่เก็บอารมณ์ไม่เก่งมีอะไรจะระเบิดออกมาให้คนรอบข้างจับได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับมาแปลกราวกับมีเรื่องอะไรกวนใจทำให้มีเรื่องต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ทำไมคนอย่างจินจะไม่รู้สึกถึงความผิดปรกตินั้น

 

                ทัตสึยะส่ายหน้าเบาๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มจากตรงไหนยังไงจนต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้ ดูเหมือนการห่างจากตัวต้นเหตุจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร ไม่น่าเชื่อว่าจะยิ่งแย่กว่าตอนที่ต้องหงุดหงิดเมื่อได้เจอเสียอีก...ไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าอย่างไหนมันดีกว่ากันแน่..

 

            เห็นหน้าแต่ไม่อยากเจอ...หรือไม่เจอแต่กลับห้ามตัวเองไม่ได้ว่า...อยากเห็นหน้า...

 

          จินหันมามองหน้าที่ยุ่งสับสนของคนข้างกายอย่างขำๆก่อนจะคว้าเอาหัวทุยๆนั้นมาพิงที่บ่าตน มือใหญ่ตบเบาๆไปบนกลุ่มผมนิ่มมือแบบให้กำลังใจเพราะรู้ว่าถามให้ตายคนตัวเล็กก็คงไม่ตอบอะไรง่ายๆในตอนนี้

         ทัตสึยะอดยิ้มไปกับความอ่อนโยนเล็กๆนั้นไม่ได้  เรื่องความรู้สึก คงมีแต่จินนี่แหละดูจะจับทางได้ถูกไปเสียทุกทีแม้ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำก็ตาม

 

         การมีไหล่ใครสักคนให้พักพิงเวลากลุ้มใจแบบนี้ก็ดูเหมือนจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะ

 

                ทัตสึยะคิดอะไรเงียบๆไปได้สักพัก แต่แล้วสายตาก็กลับเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตาผ่านกระจกนูนที่สะท้อนให้พอเห็นเค้าร่างคนที่เดินเข้ามาแล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ทางเข้าจนได้

         แม้จะไม่ชัดนักแต่ก็รู้สึกได้ว่านั่นคือคาสึยะอย่างแน่นอน

 

                “จิน?” เงยหน้ามองจินก่อนจะเห็นสายตาของร่างสูงจ้องไปที่เงาสะท้อนนั้นอยู่แล้วเช่นกัน แต่จินก็ยังนิ่งไม่ขยับเขยื้อน

                “หือ”     

ทัตสึยะผละออกจากไหล่กว้างก่อนหันไปมองด้านหลังซึ่งคือประตูบานใหญ่เป็นเส้นทางเดียวที่จะเดินเข้ามาได้ แต่ในตอนนี้ร่างที่คาดว่าจะได้เห็นนั้นกลับหายไปแล้ว

 

                “จิน นายมีเรื่องอะไรกับคาเมะหรือเปล่า” คนตัวเล็กขมวดคิ้วถามแต่จินก็ยังนิ่งไม่คิดจะทำอะไรทั้งนั้น สายตายังจับจ้องอยู่ ณ กระจกสะท้อนอันว่างเปล่าไร้เงาคุ้นตาอย่างที่มียู่ก่อนหน้า

 

                “หมอนั่น ปล่อยฉันแล้ว” ริมฝีปากบางได้รูปจะเอ่ยออกมาเบาๆ

                “ห๊า!” …ไม่จริงน่า..

                “คาซึยะ ปล่อยมือจากฉันได้แล้ว”

 

...อาละดินปล่อยยักษ์ออกจากตะเกียง คืนอิสระให้กลับมาอีกครั้ง แต่อะไรคือข้อแลกเปลี่ยนล่ะ…

 

            “มันเกี่ยวอะไรกับฉันหรือเปล่าเนี่ย” ลางสังหรณ์แปลกๆมันกระตุ้นให้คนตัวเล็กถามออกไปแบบนั้น แต่จินขมวดคิ้วหันมามองทัตสึยะ

                “ทำไมต้องเกี่ยว คาเมะก็ทีแล้วนะที่พูดถึงนายทำนองนี้ อะไรกันวะเนี่ย” ดูเหมือนอยู่ๆจินก็จะหัวเสียขึ้นมาซะอย่างนั้น

                “โอเคๆ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว แต่...แบบนี้มันดีแน่แล้วหรอจิน”

....ไม่ดีแน่ๆ....

                “มีทางไหนดีกว่านี้อีกล่ะ มันคงเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับหมอนั่นแล้ว” มือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าราวกลับจะพยายามกลบเกลื่อนหยดน้ำตาที่อาจจะหลุดให้ไหลออกมาได้

               

            “ที่ว่าดีนะ นี่..หรือนี่..พูด” นิ้วเรียวเล็กชี้ไปที่ปากได้รูปของจินก่อนจะเปลี่ยนมาจิ้มแรงๆลงที่อกข้างซ้ายของร่างสูง

 

                แต่จินกลับตาลอยๆไม่รู้สึกรู้สา

                “ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันก็ดูโล่งๆดี” โล่งจนวังเวงเลยเชียวล่ะ..

               

            “ไม่เอาละ ไปหาเบียร์เย็นๆกินดีกว่า.. เออ เดี๋ยวขอยืมตัวยูอิจิมันไปหน่อยนะ จะลากมันไปผับที่นี่สักหน่อย ถ้าไปคนเดียวเมเนเจอร์ซังไม่ยอมซะงั้น” ต้องหาคนลากกลับเวลาเมาไม่รู้เรื่องด้วยว่างั้นเถอะ

                “เฮ่ ลืมอะไรไปหรือเปล่า พรุ่งนี้ต้องขึ้นไลฟ์ตอนบ่ายนะจิน”

 

         ร่างสูงไม่สน เดินตัวปลิวออกไปทิ้งให้ทัตสึยะได้แต่ส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ ก่อนจะนึกเป็นห่วงคาเมะว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่ค่อยเข้าใจที่จินพูดที่จินทำแต่ความรู้สึกมันบอกว่าเรื่องนี้จบไม่ดีแน่นอน

                 

                “ไอ้เราก็เป็นกับจินแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา คาเมะไม่น่าจะเพิ่งมาเข้าใจอะไรผิดหรอกน่า” คิดได้แบบนั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองไปคุยกับคาเมะสักหน่อยอย่างน้อยก็คุยเรื่องเมื่อกี้ว่ามันไม่มีอะไร

 

แต่ยังไม่ทันได้ลุกจากเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ สต๊าฟที่ดูแลตนก็วิ่งเข้ามาขวางซะก่อน

               

          “อุเอดะซังอย่าออกไปไหนนะครับ ระวังหน่อย เห็นการ์ดบอกว่ามีผู้ชายท่าทางแปลกๆมาถามถึงคุณ”

          “หือ? แปลกยังไงฮะ”

          “ก็หุ่นดีผอมสูงหัวฟูๆแต่งตัวดูโทรมๆหน้าดำๆ ใส่แว่นหนาเตอะท่าทางหลุกหลิกดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นะครับ”

                ทัตสึยะพยักหน้ารับงงๆ ก่อนกระพริบตาปริบสะกิตในใจอะไรแปลกๆ

 

                “เป็นไปไม่ได้หรอกน่า” คิ้วสวยขมวดยุ่งก่อนตัดสินใจขัดคำสั่งลองเดินไปดู

 

                ทัตสึยะเดินมองซ้ายมองขวาแถวล๊อบบี้ที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแขกเท่าไหร่เพราะดึกมากแล้ว จนเห็นคนท่าทางแปลกๆอย่างที่ได้รับข้อมูลมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวันแต่ดันถือกลับหัว ดวงตาภายใต้แว่นกันแดดสีดำอันโตกำลังมองไปมองมาเหมือนหาใครอยู่เช่นกัน  ผิวหน้าที่ถูกทาจนคล้ำเกินความจำเป็นยิ่งดูประหลาดบวกกับวิกผมสีดำสนิทหยิกฟูฟ่องพองโตกับเสื้อยืดสีแสบที่ดูมอมแมมแปลกๆแต่ถ้าสังเกตดีๆจะรู้ว่าเป็นยี่ห้อดังแพงดีทีเดียว กางเกงยีนส์กับรองเท้ากีฬาสีเจ็บคู่นี้อีก ถึงจะสายตาสั้นแต่ลักษณะท่าทางแบบนี้มัน...ใช่เลย!!!...

 

                “ยามะพี!” หลุดร้องออกไปอย่างตะลึง ก่อนที่คนถูกเอ่ยถึงจะหันมามองราวกับมีหูทิพย์

ร่างสูงท่าทางดีใจเตรียมเดินเข้ามาหาเป้าหมายที่ยังยืนอึ้งอยู่ คนตัวเล็กตกใจมองซ้ายมองขวาแล้วบังเอิญหันไปเห็นบอร์ดี้การ์ดพิเศษที่คอยมาคุ้มครองคณะ และด้วยกลัวจะเกิดเรื่องอะไรที่ไม่เป็นเรื่อง ร่างบางเลยวิ่งหลบมาดึงอีกคนให้เดินไปในทิศตรงกันข้ามทันที

                “นายมาทำบ้าอะไรที่นี่ นึกว่าตัวเองเป็นคุโรซากิอยู่หรือไง ห๊า!”

                “ก็ยังเป็นอยู่นะ ยังไม่มีใครมารับตำแหน่งแทน” ยิ้มภาคภูมิใจ หน้าที่ถูกท่าด้วยแป้งสีที่ใช้เวลาแสดงละครทำให้เข้มคล้ำจนฟันขาวๆที่เจ้าตัวโชว์หลาอยู่แย่งความเด่นไปครอง

                “แล้วมาทำไม..อ๊ะ! หลบเร็ว..!!!.” หันไปทันเห็นการ์ดคนเดิมเดินเข้ามาใกล้เลยตกใจเรียกให้ร่างสูงหลบ อีกคนก็บ้าจี้ยกหนังสือพิมพ์ที่หนีบมาด้วยขึ้นกางกันสองร่างทั้งตนเองและคนในวงแขนให้พ้นสายตาคนอื่นอย่างงงๆเช่นกัน

               

                “ครับ..เหมือนเห็นอุเอดะคุงอยู่แถวๆนี้เมื่อสักครู่นี้ครับ แต่หายไปแล้ว .. ครับ ถ้าหาเจอจะรายงานให้ทราบนะครับ...ครับ จะพากลับห้องพักทันทีครับ” ชายในชุดสูทรายงานความคืบหน้าผ่านวอกกี้ทอกกี้ก่อนเดินสำรวจความเรียบร้อยต่อไป

               

                ทัตสึยะยืนจับติ่งหูซบหน้าหลับตาปี๋อยู่กับอกแกร่ง ยามะพียืนนิ่งหลบตามคำสั่งอย่างงๆเช่นกันแต่สายตาก็ยังว่างแอบลอบมองคนที่อยู่ใกล้จนแทบจะกัดใบหูได้ถ้าเขายอมให้ทำ  ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ความใกล้ชิดที่ห่างเหินมานานเมื่อได้กลับมาใกล้กันอีกครั้งแม้เพียงแค่ความไม่ตั้งใจก็ดูจะทำให้ดีใจสุดๆได้จนแทบอยากจะกอดร่างสวยนี้ไว้แน่นๆไม่ปล่อยให้หลุดไปไหนอีกแล้ว

 

                จนผ่านไปสักพัก ทัตสึยะเริ่มรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นมาเจอใบหน้าหล่อเหล่าที่ถึงแม้จะดำแปลกๆแต่ก็ยังเรียกว่าดูดีนั้นอยู่ใกล้ห่างไปไม่ถึงสิบเซ็นต์ ความเขินก็บังเกิดขึ้นทันควันรวมทั้งโกรธตัวเองที่ปล่อยให้มายืนอยู่ใกล้จนเป็นสาเหตุให้ใจเต้นแรงได้ขนาดนี้

 

                “หลบทำไมหรอ”

                “ก็...!” จะบอกว่า.. ‘เดี่ยวเขาจะจับนายได้’ .. ก็สะดุดซะเอง ถ้าบอกไปเดี๋ยวอีกคนก็ต้องคิดว่าเป็นห่วงแน่ๆ ร่างเล็กคิดมากได้แบบนั้นแล้วก็หลุดเขินหน้าแดงเองเข้าไปอีก แอบคิดวุ้นวายในใจว่า จะหลบทั้งทีก็ยังหลบไปเข้าทางร่างสูงนี่ซะได้ จนรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าชะมัด

               “ฮึ้ย”

ร่างเล็กเตรียมจะสะบัดตัวออกอย่างหงุดหงิดแต่ยามะพีกลับหยุดทุกสิ้งไว้ได้ด้วยเสียงกระซิบเบาๆซะก่อน

                “ชู่...เมเนเจอร์นายกำลังเดินมาทางนี้แล้ว”  

                ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจยืนนิ่งแทบไม่ขยับตัวทันที ร่างสูงแทบจะมั่นใจเลยว่าคนตรงหน้าหยุดหายใจเลยด้วยซ้ำ

 

                หนังสือพิมพ์เล่มใหญ่ฉบับรายวันยังทำเกินหน้าทีได้ดีโดยการกั้นบังไม่ให้คนรอบข้างมองเห็น แต่ถ้าสังเกตดีๆนักอ่านคนนี้จะมีสี่ขาแต่ดีที่ว่าไม่มีใครสนใจ

           

         ยามาชิตะกระชับวงแขนหรือความจริงคือด