2010/Feb/08

 

 

 

Thousand Or One Night (พันทิวา...หนึ่งราตรี)

 

Author : Hanabi / Lunabi

Pairing : PiDa  (YamaPi & Ueda)  and Akame (Jin & Kame)

Declare :   *** ตอนนี้จินก็ยังเป็น คนดี๊คนดี!

  

PART  4 

 

*************************

 

.......ต้องขออภัยที่ต่อไปนี้จะเข้าโหมดดราม่า....

      

 

 

ร่างสูงหนาพลิกกายอย่างอืดอาดไปบนเตียงนุ่มอย่างสบายอารมณ์ แสงแดดที่ลอดส่องเข้ามาพอให้สติรับรู้ว่าเข้าสู่เช้าของวันใหม่แล้ว กลิ่นหอมอ่อนแปลกใหม่ไม่คุ้นจมูกจากผ้าห่มนิ่มเริ่มสะกิดให้เกิดความรู้สึกว่าที่นอนอยู่นี้ไม่ใช่เตียงของตัวเองอย่างที่เคยนอนอยู่ทุกวัน สมองจึงเริ่มประมวณผลทำงานจริงจังอีกครั้ง

 

และเมื่อความทรงจำเมื่อค่ำคืนถูกดึงมาทั้งหมดแบบชัดเจนทั้งภาพและเสียง ทุกแอ๊ดชั่นทุกการกระทำ ยามาชิตะ โทโทฮิสะ ก็ต้องกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งมองซ้ายมองขวาหาผู้ร่วมแสดงหลักประกอบความทรงจำครั้งนี้ทันที..แต่สิ่งที่พบมีแต่เพียงความว่างเปล่าของที่นอน ...หมอนข้างเนื้ออุ่นที่กอดนิ่มกระชับอยู่ในอ้อมแขนตลอดทั้งคืนหายไปเมื่อไหรไม่รู้

 

เวรล่ะ!!”

ว่าได้เท่านั้นร่างสูงก็รีบคว้ากางเกงยีนส์ที่ถอดกองไว้มื่อไหรก็จำเวลาที่แน่นอนไม่ได้ขึ้นมาสวมลวกๆก่อนคว้าเสื้อสีแสบที่ยับยืดสนิทติดมือวิ่งออกไปจากห้องนั้นทันที

 

            แล้วแสงสว่างจ้าจากภายนอกที่ส่องผ่านกระจกระเบียงกว้างเข้ามาทำให้เห็นร่างในชุดขาวที่นั่งคู้เข่าอยู่บนโซฟาสีเข้ม สะท้อนจนแทบแสบตา

 

                ใบหน้าขาวที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าดูซีดเพราะแสดงแดดหรืออย่างอื่นเงยขึ้นมาจากที่ซบอยู่บนเข่าตัวเองช้าๆเมื่อรับรู้การมาของแขกที่ไม่ได้ตั้งใจรับเชิญเมื่อค่ำคืน ยามะพีรู้สึกใจหายแปลกๆที่ดวงตาคู่สวยกลับไม่แลมองมาที่ตนเลยสักนิด

 

                ฉันจะไปบริษัทแล้ว ทัตสึยะพูดสั้นๆก่อนจะลุกจากโซฟานุ่มที่นั่งอยู่ คว้ากระเป๋าที่เตรียมไว้ติดมือเดินนำออกไปช้าๆ

                เอ่อ.. อืม

ร่างสูงทำอะไรไม่ถูกนอกจากใส่เสื้อแล้วจัดการตัวเองลวกๆ ก่อนเดินตามหลังไปอย่างงงๆ จนจังหวะที่ทัตสึยะใส่รองเท้าแล้วลุกขึ้นยืนเตรียมเปิดประตู ร่างบางเซเล็กน้อยจนชนแผ่นหลังแกร่งที่รอรับอยู่ด้านหลังอย่างไม่ตั้งใจ

                เป็นอะไรหรือเปล่า!”

                เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวคอปกพอปิดร่องรอยพิเศษที่ซอกคอ ถ้าไม่สังเกตุดีๆคงไม่เห็น แต่จากมุมสูงที่ยามาชิตะลอบมองคนในอ้อมกอดผ่านคอเสื้อเข้าไป บอกได้เลยว่าเมื่อคืนควบคุมตัวเองไม่อยู่ขนาดไหน และคงไม่ต้องจินตนาการให้มาก ก็พอจะรู้ได้ว่าทั่วทั้งตัวคงมีรอยฝากลึกจากการกระทำของเขาอยู่อีกไม่น้อย..แน่ล่ะ ทำไปกี่รอบปลดปล่อยกันไปกี่ครั้ง จูบลงไปกี่หน ...ทำไมจะจำไม่ได้...

                นึกแล้วแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดหน้าทึ้งหัวตัวเองกับสิ่งที่ทำลงไป

 

                ปล่อย ถึงแม้แรงสะบัดให้หลุดจากวงแขนจะเล็กน้อยหลังจากที่ทรงตัวอยู่แต่ก็ดูมากพอที่จะกระเทือนหัวใจร่างสูงที่อยู่ๆความรู้สึกบางอย่างก็ตีตื้นขึ้นมาให้รู้สึกเจ็บอย่างช่วยไม่ได้

 

                ...มันคือความรู้สึกผิดที่ทำลงไปอย่างนั้นหรือ?...

  

ยามะพีเดินตามเจ้าของบ้านออกจากแมนชั่นหรู่ไปเงียบๆ แบบไม่รู้จะพูดอะไรดี... หรือพูดอะไรออกไปแล้ว..จะดี’.. แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าเลี้ยวซ้ายทำท่าว่าจะเดินลงรถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียวเมโทร ขณะที่ตัวเองต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปที่รถส่วนตัวของตนจอดอยู่ ปากได้รูปเริ่มขมุบขมิบอยากตะโกนถามว่า.. เฮ่..จะไปไหน!.ลงรถไฟเนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่า! อย่างน้อยก็แท็กซี่น่า...แต่ก็ไม่รู้จะได้คำตอบอะไรกลับมาหรือไม่ ร่างสูงจึงถอนหายใจก่อนเดินดุ่มๆตามไปฉุดแขนเล็กนั้นให้เดินตามตนมาทันที

 

                แม้จะเป็นการดึงกึ่งลากให้รับรู้ถึงการขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ยังไร้ซึ่งน้ำเสียงที่จะพูดคุยกลับมา...ขอโดนตะโกนด่ายังรู้สึกดีกว่าเงียบแบบนี้จริงๆ

                ..ให้ตายสิ!...                

ระหว่างทางมีแต่ความเงียบ แม้ร่างสูงผู้เป็นสารถีขับรถจะพยายามเปิดประเด็นพูดคุยง่ายๆ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบรับ ยังดียังมีการรับรู้ด้วยการพยักหน้าบ้างแต่ก็แค่นั้นเมื่อทัศนียภาพข้างทางในย่านกรุงโตเกียวที่คงเห็นมาไม่ต่ำกว่าพันครั้งดูจะได้รับความสนใจมากกว่าใบหน้าหล่อๆของไอดอลชื่อดังที่ตอนนี้ความกังวลใจแบบที่ไม่ค่อยจะได้เป็น กำลังเข้ากัดกินความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยมให้น้อยลงไปช้าๆ

 

                ...อย่าได้แคร์ ๆๆ ...

ยามะพีพยายามบอกตัวเองด้วยประโยคที่คิดว่าไม่น่าจะทำยาก หากคนอื่นจะไม่สนใจตนก่อน หรือจะกับคู่นอนที่เคยผ่านๆมาซึ่งส่วนใหญ่จะพยายามเรียกร้องอะไรที่มากไปจนเขาก็ยากที่จะให้...หรือให้ไม่ได้

 

                แต่ครั้งนี้ความรู้สึกลึกๆมันกลับต่างออกไป เมื่อร่างที่ยังนั่งนิ่งราวกลับตุ๊กตาไร้ชีวิตไม่แม้แต่จะหันมามอง

 

                รถคันหรูจอดลงในที่ประจำและทันทีที่ระบบออโต้ล๊อกถูกปลดออก ทัตสึยะก็เปิดประตูเดินลงจากรถเดินไปกดลิฟต์เพื่อพาตัวเองออกจากสถานที่อึดอัดซึ่งไม่ใช่เพราะสาเหตุมาจากการอยู่ในที่จอดรถใต้ดินแคบๆนั้นทันที

 

                เดี๋ยวสิ! ฉันว่าเรามีเรื่องต้องเคลียกันก่อนนะ ร่างสูงรีบกระโดดออกจากรถตามมาทันขณะที่ทัตสึยะก้าวเข้าไปในกล่องโดยสารเตรียมเคลือนตัวขึ้นสู่ชั้นบนนั่นแล้ว

มือบางกดปุ่มปิดขณะที่มือแกร่งพยายามดันประตูเหล็กให้เปิดไว้

                อุเอดะ!”เมื่อเห็นคนตรงหน้ายังนิ่ง อารมณ์ก็เลยเหมือนจะเริ่มสูงขึ้นเช่นกัน  

 

นาย..ไม่ต้องรู้สึกกังวลอะไรทั้งนั้น...ฉัน ..เข้าใจ

                สิ้นคำตอบง่ายๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ของทัตสึยะประตูลิฟต์ก็ปิดลงเพราะแรงต้านจากลำแขนแกร่งถูกแรงกระทบจากคำพูดนั้นตีกระทบจนสมองประมวลเหตุการณ์ไม่ทัน

                ..เข้าใจ?...เข้าใจอะไร...??! 

อยากจะตะโกนถามด้วยความหงุดหงิดปนสับสน แต่ทุกอย่างกลับเหมือนหยุดนิ่งลงเมื่อหยาดน้ำตาเล็กๆไหลออกมาจากขอบตาที่แดงช้ำราวกลับพยายามอดกลั่นมันมาเนิ่นนานให้ทันเห็นก่อนที่ประตูเหล็กหนาหนักนั้นจะปิดตัว กั้นขวางพาคนสองคนที่ดูจะไม่เข้าใจกันเสียแล้วออกไปคนละทาง

 

                โถเว้ย!!”

มือแกร่งทุบลงบนผนังเพื่อระบายอารมณ์จนเกิดรอยแดงเข้ม แต่ไม่รู้ว่าจะช้ำเท่าดวงตาคู่สวยที่ปิดแน่นพยายามหยุดน้ำตาที่จะไหลออกมาอีกครั้งให้ได้นั่นหรือเปล่า 

                ให้รอลิฟต์ที่จะลงมารับอีกรอบคงจะช้ากว่าที่ใจต้องการจะหาคำตอบ ยามะพีจึงเลือกที่จะวิ่งขึ้นบันไดฉุกเฉินไปยังชั้นที่คิดว่าร่างบางน่าจะอยู่อย่างรวดเร็ว

เรื่องวิ่งนั้นถนัดอยู่แล้วจึงน่าจะใช้เวลาไม่มาก มั่นใจว่าต้องทันการณ์ แต่สิ่งที่เจอเมื่อเปิดเข้าไปในห้องที่เขียนชัดหน้าประตูว่า KAT-TUN กลับมีแต่ความว่างเปล่า 

            “ไปอยู่ไหนกันวะ” เตรียมควักโทรศัพท์คู่ใจมาเตรียมกดหาเพื่อนเลิฟโดยไว ก็ทันหัน