Thousand Or One Night – พัน.หนึ่งราตรี Season 2
The Thousand Nights…
พันทิวา
Author : Hanabi / Lunabi
Pairing : PiDa (YamaPi & Ueda) † Akame (Jin & Kame)
Declare : เป็นฟิกอิงวงที่ข้าพเจ้ามั่วสถานการณ์ขึ้นเองนะเจ้าคะ แต่เหตุการณ์เกิดช่วงคัตตุนกำลังทัวร์ Break The Record ที่ต่างจังหวัด ส่วนยามะพีกำลังแสดงละครเรื่อง Buzzer Beat และจินยังอยู่กับ KAT-TUN(ความจริงที่เจ็บปวด ว๊ากกกก)
Summary : ภาคต่อของ Thousand Or One Night : พันทิวา...หนึ่งราตรี เรื่องฮาๆของ ยามะพีแห่ง NewS ที่บังเอิญไปสะดุดมุกตัวเองที่ห้องทัตสึยะ U of KAT-TUN จนเกิดเรื่องขึ้น จากฮาเลยจบลงที่ดราม่าของทั้งคู่ รวมไปถึงจินกับคาเมะที่ดูเหมือนจะไม่หวานเหมือนในตำนานที่[ยามะพี]เล่าขานเสียแล้ว
Thousand Nights… Part 4
ณ กรุงโตเกียวเวลาพลบค่ำยามเย็นในช่วงฤดูร้อน ยามาชิตะ โทโมฮิสะ นั่งถอนหายใจอยู่ในรถตัวเองซึ่งขับมาจอดนิ่งอยู่หน้าแมนชั่นที่มาจนคุ้นเคย แต่ไม่รู้จะเข้าไปทำไม เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเจ้าของห้องเค้าไปทัวร์ต่างจังหวัดยังจะโผล่หน้ามาอีก วนรถมาจอดเล่นได้เป็นวันที่สามแล้วก็ยังย้ำคิดย้ำทำราวกับคนว่างงานทั้งที่เวลานอนยังแทบไม่มีนั่นอยู่ได้ ตารางงานของจินเพื่อนตัวดีที่โหลดลงมือถือตัวเองกับมือก็บอกหลาว่าตอนนี้สถานะของทั้งวงคัตตุนไม่ได้อยู่ในโตเกียว ร่างสูงกดปิดเครื่องสื่อสารพกพาอย่างหงุดหงิดแล้วโยนทิ้งไปเบาะข้างคนขับอย่างเซ็งๆ
...ป่านนี้เจ้าของห้องคงอยู่ที่ฟุกุโอกะแล้วละนะ…
ยามะพีมองนาฬิกานิ่ง นิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยอย่างใช้ความคิด
ใช้เวลาไม่นานก่อนจะตัดสินใจสต๊าทรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายที่ใครก็คงคาดไม่ถึง...
แต่ถ้าหัวใจมันต้องการอะไรสักอย่าง แล้วคำตอบที่ต้องการค้นหามันอยู่ไกลนัก... ก็บินไปหามันซะเลยจะเป็นไร
แล้วรถคันใหญ่ขับเคลื่อนสี่ล้อก็วิ่งตรงดิ่งมุ่งสู่สนามบินหลักภายในประเทศด้วยความเร็วสูงทันที
..................................................
“จิน..จิน.. เฮ่...ไอ้คุณ อาคานิชิ จินนนนน!!!” คนโดนเรียกสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้ เท้าที่ยกพาดอยู่บนโต๊ะแทบจะกวาดเอากระป๋องเบียร์ที่วางไว้ใกล้ๆตามลงไปด้วย
“อะไรทัตจัง หูฉันแทบแตก”
“คอฉันก็เกือบแตกเหมือนกัน เรียกจนโรงแรมจะสะเทือนทั้งหลังแล้วมั้งนั่น”
จินมองซ้ายมองขวาดูว่ามีอะไรแตกหักตามที่อีกคนบอกหรือไม่ ทำให้เพิ่งรู้สึกตัวว่าระเบียงกว้างที่ให้สำหรับแขกที่มาพักใช้ชมวิวร์ยามดึกตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คนแล้ว บรรยากาศเงียบสงบมีแค่เสียงคลื่นและลมทะเลเบาๆให้ได้รู้สึกถึงธรรมชาติและสามารถดึงความเป็นตัวตนของคนๆหนึ่งออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก...ตัวตนที่บางครั้งก็ลืมไปแล้วว่าเนื้อแท้นั่นคือมนุษย์ผู้มีความรู้สึกเศร้าเหงาได้ตลอดเวลา มากกว่าที่จะเป็นไอดอลที่ต้องแคร์สายตาคนรอบข้างเสมอไป
แล้วก็ชักเริ่มสงสัยตัวเองว่าอะไรจะใจลอยลืมตัวจนไม่ได้ยินเสียงเรียกขนาดนั้น...ใจมันลอยไปไหนกัน …
จินถอนหายใจยาวก่อนยักไหล่
“มีอะไรหรือเปล่า”
“มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย คนอื่นเขาเข้าห้องนอนกันไปหมดแล้ว”
จินยังนั่งนิ่งมองไปยังทะเลกว้างยามค่ำคืนที่สงบไร้คลื่นแรง ก่อนยกกระป๋องเบียร์ขึ้นเปิดแล้วซดไม่สนใจใคร
“ก็ยังไม่อยากนอน” ห้องที่ต้องนอนคนเดียว...จะรีบเข้านอนไปทำไมกัน
ทัตสึยะกรอกสายตาอย่างหน่ายๆ ปากอยากจะเอ่ยไล่ให้ไปพักเพราะพรุ่งนี้มีไลฟ์ไม่ควรมานั่งกินเบียร์สู้หน้าร้อนอยู่ตรงนี้ แต่ด้วยความต้องการแรกของตนที่เดินมาที่นี่ก็เพราะอยากจะมานั่งคิดอะไรเงียบๆคนเดียวเหมือนกัน... จะไล่คนอื่นแล้วมายึดพื้นที่ซะเองก็กะไรอยู่
ร่างบางเลยได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนนั่งลงไปบนม้านั่งยาวข้างๆจินบ้าง แขนเล็กกอดเข่าที่ยกขึ้นมาไว้แนบอกอย่างหลวมๆก่อนทอดสายตามองไปยังท้องทะเลยามค่ำคืนอันเงียบสงบเช่นกัน
คนสองคนที่ต่างปัญหา ต่างสถานการณ์ ยังนั่งเงียบฟังเสียงคลื่นเบาๆที่กระทบเข้าหาฝั่งไม่พูดอะไรกันปล่อยให้เวลาเดินของมันไปอย่างช้าๆ จนเป็นจินที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
รู้จักกันมาตั้งกี่ปี ทำไมจะไม่รู้ว่าท่าทางแบบนี้ของเพื่อนตัวเล็กมันต้องมีอะไรสักอย่าง คนไม่คิดมากเรื่องเล็กๆน้อยอย่างอุเอดะทัตสึยะ คนที่เก็บอารมณ์ไม่เก่งมีอะไรจะระเบิดออกมาให้คนรอบข้างจับได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับมาแปลกราวกับมีเรื่องอะไรกวนใจทำให้มีเรื่องต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ทำไมคนอย่างจินจะไม่รู้สึกถึงความผิดปรกตินั้น
ทัตสึยะส่ายหน้าเบาๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มจากตรงไหนยังไงจนต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้ ดูเหมือนการห่างจากตัวต้นเหตุจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร ไม่น่าเชื่อว่าจะยิ่งแย่กว่าตอนที่ต้องหงุดหงิดเมื่อได้เจอเสียอีก...ไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าอย่างไหนมันดีกว่ากันแน่..
เห็นหน้าแต่ไม่อยากเจอ...หรือไม่เจอแต่กลับห้ามตัวเองไม่ได้ว่า...อยากเห็นหน้า...
จินหันมามองหน้าที่ยุ่งสับสนของคนข้างกายอย่างขำๆก่อนจะคว้าเอาหัวทุยๆนั้นมาพิงที่บ่าตน มือใหญ่ตบเบาๆไปบนกลุ่มผมนิ่มมือแบบให้กำลังใจเพราะรู้ว่าถามให้ตายคนตัวเล็กก็คงไม่ตอบอะไรง่ายๆในตอนนี้
ทัตสึยะอดยิ้มไปกับความอ่อนโยนเล็กๆนั้นไม่ได้ เรื่องความรู้สึก คงมีแต่จินนี่แหละดูจะจับทางได้ถูกไปเสียทุกทีแม้ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำก็ตาม
การมีไหล่ใครสักคนให้พักพิงเวลากลุ้มใจแบบนี้ก็ดูเหมือนจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะ
ทัตสึยะคิดอะไรเงียบๆไปได้สักพัก แต่แล้วสายตาก็กลับเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตาผ่านกระจกนูนที่สะท้อนให้พอเห็นเค้าร่างคนที่เดินเข้ามาแล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ทางเข้าจนได้
แม้จะไม่ชัดนักแต่ก็รู้สึกได้ว่านั่นคือคาสึยะอย่างแน่นอน
“จิน?” เงยหน้ามองจินก่อนจะเห็นสายตาของร่างสูงจ้องไปที่เงาสะท้อนนั้นอยู่แล้วเช่นกัน แต่จินก็ยังนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
“หือ”
ทัตสึยะผละออกจากไหล่กว้างก่อนหันไปมองด้านหลังซึ่งคือประตูบานใหญ่เป็นเส้นทางเดียวที่จะเดินเข้ามาได้ แต่ในตอนนี้ร่างที่คาดว่าจะได้เห็นนั้นกลับหายไปแล้ว
“จิน นายมีเรื่องอะไรกับคาเมะหรือเปล่า” คนตัวเล็กขมวดคิ้วถามแต่จินก็ยังนิ่งไม่คิดจะทำอะไรทั้งนั้น สายตายังจับจ้องอยู่ ณ กระจกสะท้อนอันว่างเปล่าไร้เงาคุ้นตาอย่างที่มียู่ก่อนหน้า
“หมอนั่น ปล่อยฉันแล้ว” ริมฝีปากบางได้รูปจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“ห๊า!” …ไม่จริงน่า..
“คาซึยะ ปล่อยมือจากฉันได้แล้ว”
...อาละดินปล่อยยักษ์ออกจากตะเกียง คืนอิสระให้กลับมาอีกครั้ง แต่อะไรคือข้อแลกเปลี่ยนล่ะ…
“มันเกี่ยวอะไรกับฉันหรือเปล่าเนี่ย” ลางสังหรณ์แปลกๆมันกระตุ้นให้คนตัวเล็กถามออกไปแบบนั้น แต่จินขมวดคิ้วหันมามองทัตสึยะ
“ทำไมต้องเกี่ยว คาเมะก็ทีแล้วนะที่พูดถึงนายทำนองนี้ อะไรกันวะเนี่ย” ดูเหมือนอยู่ๆจินก็จะหัวเสียขึ้นมาซะอย่างนั้น
“โอเคๆ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว แต่...แบบนี้มันดีแน่แล้วหรอจิน”
....ไม่ดีแน่ๆ....
“มีทางไหนดีกว่านี้อีกล่ะ มันคงเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับหมอนั่นแล้ว” มือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าราวกลับจะพยายามกลบเกลื่อนหยดน้ำตาที่อาจจะหลุดให้ไหลออกมาได้
“ที่ว่าดีนะ นี่..หรือนี่..พูด” นิ้วเรียวเล็กชี้ไปที่ปากได้รูปของจินก่อนจะเปลี่ยนมาจิ้มแรงๆลงที่อกข้างซ้ายของร่างสูง
แต่จินกลับตาลอยๆไม่รู้สึกรู้สา
“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันก็ดูโล่งๆดี” โล่งจนวังเวงเลยเชียวล่ะ..
“ไม่เอาละ ไปหาเบียร์เย็นๆกินดีกว่า.. เออ เดี๋ยวขอยืมตัวยูอิจิมันไปหน่อยนะ จะลากมันไปผับที่นี่สักหน่อย ถ้าไปคนเดียวเมเนเจอร์ซังไม่ยอมซะงั้น” ต้องหาคนลากกลับเวลาเมาไม่รู้เรื่องด้วยว่างั้นเถอะ
“เฮ่ ลืมอะไรไปหรือเปล่า พรุ่งนี้ต้องขึ้นไลฟ์ตอนบ่ายนะจิน”
ร่างสูงไม่สน เดินตัวปลิวออกไปทิ้งให้ทัตสึยะได้แต่ส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ ก่อนจะนึกเป็นห่วงคาเมะว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่ค่อยเข้าใจที่จินพูดที่จินทำแต่ความรู้สึกมันบอกว่าเรื่องนี้จบไม่ดีแน่นอน
“ไอ้เราก็เป็นกับจินแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา คาเมะไม่น่าจะเพิ่งมาเข้าใจอะไรผิดหรอกน่า” คิดได้แบบนั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลองไปคุยกับคาเมะสักหน่อยอย่างน้อยก็คุยเรื่องเมื่อกี้ว่ามันไม่มีอะไร
แต่ยังไม่ทันได้ลุกจากเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ สต๊าฟที่ดูแลตนก็วิ่งเข้ามาขวางซะก่อน
“อุเอดะซังอย่าออกไปไหนนะครับ ระวังหน่อย เห็นการ์ดบอกว่ามีผู้ชายท่าทางแปลกๆมาถามถึงคุณ”
“หือ? แปลกยังไงฮะ”
“ก็หุ่นดีผอมสูงหัวฟูๆแต่งตัวดูโทรมๆหน้าดำๆ ใส่แว่นหนาเตอะท่าทางหลุกหลิกดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นะครับ”
ทัตสึยะพยักหน้ารับงงๆ ก่อนกระพริบตาปริบสะกิตในใจอะไรแปลกๆ
“เป็นไปไม่ได้หรอกน่า” คิ้วสวยขมวดยุ่งก่อนตัดสินใจขัดคำสั่งลองเดินไปดู
ทัตสึยะเดินมองซ้ายมองขวาแถวล๊อบบี้ที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแขกเท่าไหร่เพราะดึกมากแล้ว จนเห็นคนท่าทางแปลกๆอย่างที่ได้รับข้อมูลมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวันแต่ดันถือกลับหัว ดวงตาภายใต้แว่นกันแดดสีดำอันโตกำลังมองไปมองมาเหมือนหาใครอยู่เช่นกัน ผิวหน้าที่ถูกทาจนคล้ำเกินความจำเป็นยิ่งดูประหลาดบวกกับวิกผมสีดำสนิทหยิกฟูฟ่องพองโตกับเสื้อยืดสีแสบที่ดูมอมแมมแปลกๆแต่ถ้าสังเกตดีๆจะรู้ว่าเป็นยี่ห้อดังแพงดีทีเดียว กางเกงยีนส์กับรองเท้ากีฬาสีเจ็บคู่นี้อีก ถึงจะสายตาสั้นแต่ลักษณะท่าทางแบบนี้มัน...ใช่เลย!!!...
“ยามะพี!” หลุดร้องออกไปอย่างตะลึง ก่อนที่คนถูกเอ่ยถึงจะหันมามองราวกับมีหูทิพย์
ร่างสูงท่าทางดีใจเตรียมเดินเข้ามาหาเป้าหมายที่ยังยืนอึ้งอยู่ คนตัวเล็กตกใจมองซ้ายมองขวาแล้วบังเอิญหันไปเห็นบอร์ดี้การ์ดพิเศษที่คอยมาคุ้มครองคณะ และด้วยกลัวจะเกิดเรื่องอะไรที่ไม่เป็นเรื่อง ร่างบางเลยวิ่งหลบมาดึงอีกคนให้เดินไปในทิศตรงกันข้ามทันที
“นายมาทำบ้าอะไรที่นี่ นึกว่าตัวเองเป็นคุโรซากิอยู่หรือไง ห๊า!”
“ก็ยังเป็นอยู่นะ ยังไม่มีใครมารับตำแหน่งแทน” ยิ้มภาคภูมิใจ หน้าที่ถูกท่าด้วยแป้งสีที่ใช้เวลาแสดงละครทำให้เข้มคล้ำจนฟันขาวๆที่เจ้าตัวโชว์หลาอยู่แย่งความเด่นไปครอง
“แล้วมาทำไม..อ๊ะ! หลบเร็ว..!!!.” หันไปทันเห็นการ์ดคนเดิมเดินเข้ามาใกล้เลยตกใจเรียกให้ร่างสูงหลบ อีกคนก็บ้าจี้ยกหนังสือพิมพ์ที่หนีบมาด้วยขึ้นกางกันสองร่างทั้งตนเองและคนในวงแขนให้พ้นสายตาคนอื่นอย่างงงๆเช่นกัน
“ครับ..เหมือนเห็นอุเอดะคุงอยู่แถวๆนี้เมื่อสักครู่นี้ครับ แต่หายไปแล้ว .. ครับ ถ้าหาเจอจะรายงานให้ทราบนะครับ...ครับ จะพากลับห้องพักทันทีครับ” ชายในชุดสูทรายงานความคืบหน้าผ่านวอกกี้ทอกกี้ก่อนเดินสำรวจความเรียบร้อยต่อไป
ทัตสึยะยืนจับติ่งหูซบหน้าหลับตาปี๋อยู่กับอกแกร่ง ยามะพียืนนิ่งหลบตามคำสั่งอย่างงๆเช่นกันแต่สายตาก็ยังว่างแอบลอบมองคนที่อยู่ใกล้จนแทบจะกัดใบหูได้ถ้าเขายอมให้ทำ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ความใกล้ชิดที่ห่างเหินมานานเมื่อได้กลับมาใกล้กันอีกครั้งแม้เพียงแค่ความไม่ตั้งใจก็ดูจะทำให้ดีใจสุดๆได้จนแทบอยากจะกอดร่างสวยนี้ไว้แน่นๆไม่ปล่อยให้หลุดไปไหนอีกแล้ว
จนผ่านไปสักพัก ทัตสึยะเริ่มรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นมาเจอใบหน้าหล่อเหล่าที่ถึงแม้จะดำแปลกๆแต่ก็ยังเรียกว่าดูดีนั้นอยู่ใกล้ห่างไปไม่ถึงสิบเซ็นต์ ความเขินก็บังเกิดขึ้นทันควันรวมทั้งโกรธตัวเองที่ปล่อยให้มายืนอยู่ใกล้จนเป็นสาเหตุให้ใจเต้นแรงได้ขนาดนี้
“หลบทำไมหรอ”
“ก็...!” จะบอกว่า.. ‘เดี่ยวเขาจะจับนายได้’ .. ก็สะดุดซะเอง ถ้าบอกไปเดี๋ยวอีกคนก็ต้องคิดว่าเป็นห่วงแน่ๆ ร่างเล็กคิดมากได้แบบนั้นแล้วก็หลุดเขินหน้าแดงเองเข้าไปอีก แอบคิดวุ้นวายในใจว่า จะหลบทั้งทีก็ยังหลบไปเข้าทางร่างสูงนี่ซะได้ จนรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าชะมัด
“ฮึ้ย”
ร่างเล็กเตรียมจะสะบัดตัวออกอย่างหงุดหงิดแต่ยามะพีกลับหยุดทุกสิ้งไว้ได้ด้วยเสียงกระซิบเบาๆซะก่อน
“ชู่...เมเนเจอร์นายกำลังเดินมาทางนี้แล้ว”
ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจยืนนิ่งแทบไม่ขยับตัวทันที ร่างสูงแทบจะมั่นใจเลยว่าคนตรงหน้าหยุดหายใจเลยด้วยซ้ำ
หนังสือพิมพ์เล่มใหญ่ฉบับรายวันยังทำเกินหน้าทีได้ดีโดยการกั้นบังไม่ให้คนรอบข้างมองเห็น แต่ถ้าสังเกตดีๆนักอ่านคนนี้จะมีสี่ขาแต่ดีที่ว่าไม่มีใครสนใจ
ยามาชิตะกระชับวงแขนหรือความจริงคือดึงหนังสือพิมพ์รายวันให้กระชับเข้ามาจนร่างเล็กกว่าแนบชิดเข้ากลับอกแกร่ง ทัตสึยะเงยหน้าขึ้นมองปากเตรียมต่อว่า แต่แล้วเมื่อสองสายตาสบหยุดมองกันนิ่ง ทุกอย่างก็ดูเงียบลงอย่างน่าประหลาดใจ
ความต้องการลึกๆในใจของคนสองคนก็บังเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว
ใบหน้าหล่อคมก้มลงช้าๆ จดริมฝีปากลงแผ่วๆที่กลีบปากอิ่มนิ่มนุ่มนั้นเบาๆอย่างเป็นการขออนุญาต.. ไร้ซึ่งการขัดขืนราวกลับว่าอีกคนก็กำลังคิดถึงและโหยหารสสัมผัสที่บอกไม่ถูกว่ารุ่มร้อนหรืออ่อนไหวนี้เช่นกันแน่ ทัตสึยะปล่อยให้ยามะพีจูบนิ่งๆอย่างนั้น ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมในสมองอยู่ๆมันก็โล่งว่างเปล่าไปหมด ด้วยบรรยากาศมันพาไปหรืออะไรเข้าสิง แต่ความรู้สึกที่ว่าทุกนาทีต่อจากนี้ไปจนสิ้นสุดของทุกห้วงเวลาก็ดูจะมีแต่คนที่ชื่อยามาชิตะ โทโมฮิสะคนนี้คนเดียว เป็นความรู้สึกที่ชัดเจนจนแทบบ้า สัมผัสแผ่วเบาแต่อ่อนหวานยังติดตรึงจนเมื่อร่างสูงละออกไปแล้วใช้สายตาคมจ้องซะแทบจะทำให้ท้องได้ ร่างบางจึงรู้เริ่มสึกตัว
‘..หว๊า! บ้าแน่ๆ...เมื่อกี้ต้องเป็นเพราะเมาทะเลแน่ๆที่คิดไปได้แบบนั้น’ ทัตสึยะหน้าตื่นมือไม้ปัดป่ายก่อนจะตวัดปัดกระดาษหนังสือพิมพ์ขาวดำนั้นออกแล้วเดินดุ่มออกมามองซ้ายมองขวาทั้งที่หน้ามันแดงไปถึงใบหูแล้ว
“มาทำไม! ถ้าจะมาหาจินละไม่อยู่ หนีไปหาที่ดริ้งค์แล้ว เพราะงั้นกลับๆไปได้แล้วไป๊”
แม้จะโดนไล่แต่ยามะพีกลับยิ้มซะบานพยายามหุบไงก็ไม่อยู่ ผิดกับทัตสึยะที่พยายามปรับโหมดให้กลับมาเย็นเหมือนเดิมทั้งที่บนใบหน้ามันแสดงออกว่าเขินแดงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
“ฮ่าๆ ไม่กลับอ่า ฉันมานี่มีเรื่องจะคุยกับนาย”
แล้วทัตสึยะก็ต้องหันมามองหน้าตาทะเล้นๆนั้นอย่างงงๆ
...............................
ณ ห้องพักหนึ่งในโรงแรมหรูริมทะเลไม่ไกลจากหอประชุมที่จะใช้เป็นที่แสดงสดของบอยแบนด์ชื่อดังวง KAT-TUN ในวันรุ่งขึ้น
ทัตสึยะหอบเอาทั้งคลีนซิ่งค์ โฟมล้างหน้า ผ้าขนหนูของตัวเองที่อยู่ในกระเป๋าออกมาวางด้วยท่าทางหงุดหงิด ขณะที่ยามาชิตะถอดเสื้อเตรียมล้างหน้าล้างตัวหลังจากที่โปะแป้งสีดำพลางตัวไปซะเยอะ คนตัวเล็กแอบเหล่ร่างกายกำยำที่ดูเหมือนจะเฟิร์มขึ้นอีกหลังจากที่เล่นละครเป็นักบาสอาชีพมาได้หลายตอน แล้วก็ได้หน้าแดงอย่างช่วยไม่ได้อีกเมื่อนึกย้อนเลยเถิดไปมากกว่านั้น ณ คืนหนึ่งคืนนั้น แล้วก็อยากทึ้งหัวตัวเองด้วยตวามโมโหที่สุดท้ายแล้วก็ลงอีแบบเดิมเหมือนทุกครั้งที่ต้องเปิดห้องรับคนนี้เข้ามาอีกจนได้
“บ้าชะมัด”
แต่ความจริงนี่ก็ดึกมากแล้ว จะใจร้ายไล่คนที่อุตสาห์บินข้ามเกาะลงใต้มาไกลกลับไปก็ดูจะใจร้ายไปสักหน่อย จะมีรถหรือไฟรท์เครื่องบินให้กลับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คุยให้เสร็จๆธุระไปก่อนแล้วค่อยไล่ไปเปิดห้องอื่นก็คงจะไม่เป็นไร
...เมื่อหาเหตุผลมารองรับว่ามันคือคุณธรรมและความจำเป็นนั้นได้ร่างบางเลยดูสบายใจขึ้นมาบ้าง
“เฮ่อ…ตกลงจะคุยเรื่องอะไร”
และเพราะเรื่องที่ร่างสูงจะคุยหรือแอบคิดเอาเองเล็กๆว่ายกขึ้นมาอ้างก็ดันเกี่ยวกับจินและคาเมะจนตนนั้นปฏิเสธหรือเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
“นายให้ถั่วคาเมะไปปลูกกลายเป็นต้นถั่วยักษ์หรือเปล่าเนี่ย หมอนั่นถึงได้ปีนขึ้นไปฆ่ายักษ์บนก้อนเมฆอย่างไอ้จินมันได้ รู้หรือเปล่าว่าฉันต้องนั่งฟังมันเล่นบทโศกเมาเละจนเบื่อเลยน่ะ”
ทัตสึยะขมวดคิ้วหลังจากที่ได้ยินทันที
“ถ้าฉันต้องเล่นเรื่องนี้ด้วยละก็ ขอเป็นคนฆ่าวัวตัวดำตอนที่อาระดินเอามาแลกถั่วเลยละกันนะ” คนตัวเล็กทำหน้าเซ็งๆพูดดักร่างสูงไว้ก่อนทันที
ยามะพีหันมามองก่อนเอาใช้นิ้วชี้จิ่มอกนูนๆของตัวเอง
“ให้ฉันเป็นวัว?”
ทัตสึยะยัดข้าวของที่รวบขึ้นมาไปให้ร่างสูงถือ ก่อนเชิดหน้าขึ้น
“ใช่!”
“ไม่เอาอ่า” ร่างสูงค้าน จนอีกคนหันมาเลิกคิ้วสงสัยว่าจะลื่นไปทางไหนต่อ
“จะเป็นไก่ ออกไข่เป็นลูกบอลทอง”
“หือ? ไก่ที่ไหนออกไข่เป็นลูกบอล แล้วจะออกไข่เป็นลูกบอลทองทำไม” ร่างเล็กยกมือขึ้นเท้าเอวเตรียมตั้งรับเต็มที่ทั้งที่ก็ยังงงตามไม่ทันอยู่ดี
“ก็เอาไว้ให้เจ้าหญิงโยนเล่น ก่อนทำตกสระแล้วเจอเจ้าชายกบมาขโมยจูบไงล่ะ” ไม่ทันขาดคำ ทั้งที่เตรียมตั้งรับแล้วแต่สุดท้ายปากนิ่มๆก็โดนขโมยจูบเข้าไปเต็มๆหนึ่งที ก่อนพ่อมดจอมเจ้าเล่ห์ที่แปลงร่างเป็นกบจะกระโดดเดินตัวปลิวลัลล้าหอบเครื่องล้างหน้าหนีเข้าห้องน้ำไปทิ้งให้อีกคนที่กว่าจะรู้ตัวว่าแพ้ทางอีกแล้วหน้าแดงเป็นแอปเปิ้ลสุกอีกจนได้
“บากะ!”
นี่ถ้าเจ้าของนิทานมาได้ฟังความมั่วของกริมตัวโตตนนี้ คงได้อยากยกขวานมาฟันให้ขาดสองท่อนก่อนเอาไปใช้อาละดิน เอ้ย แจ็คตัดต้นถั่วเป็นแน่แท้
.
.
. to b con
ตอนหน้า ซาบซ่า จู่ฮุ๊กกรู๊....ฮิ้ว
ปล คอนยามะพีใครไปดูบ้าง เป็นไงกันบ้างคะ ^^
ปล2 ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์ที่แล้วนะคะ ตอนนี้ยังเป็นมิตรรักแฟนเพลงกันอยุ่หรืเปล่าาาาา
edit @ 4 May 2011 23:10:31 by Hanabi